Future Car Concepts and Designs Trends

เทรนด์ในการออกแบบรถยนต์ในอนาคต

Future-Cars

รถยนต์ คือ พาหนะที่เป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าของสังคม ทั้งในด้านเทคโนโลยี พลังงาน วิถีชีวิต และยังสามารถทำนายถึงความเป็นไปในอนาคตด้วย

วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงสิ่งที่มีผลในการใช้ออกแบบรถยนต์ในอนาคต

ตลอดเวลาที่ผ่านมา การพัฒนารถยนต์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหลัก 3 อย่าง

 

  1. พลังงาน ศักยภาพของรถยนต์แห่งอนาคตย่อมขึ้นอยู่กับพลังงานเป็นหลัก ซึ่งคำตอบสุดท้ายต่อไปจากนี้คงหนีไม่พ้น “พลังงานทางเลือก” ที่ต้องสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัด และมีประสิทธิภาพสูง อาทิเช่น พลังงานไฟฟ้า ที่ทำให้เกิดรถยนต์แบบ Plug-in ที่จะเปลี่ยนโฉมปั๊มน้ำมันในโลกอนาคตให้เป็นสถานีจ่ายไฟโดยการเสียบปลั๊ก      แต่ละบ้านจะต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าของตัวเอง โดยเฉพาะจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังลม ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้า “สมาร์ทกริด” (Smart Grid) ที่กำลังพัฒนากันอยู่ในหลายประเทศ (ที่เมืองไทยก็เริ่มแล้วในเชียงใหม่) นอกจากนั้นแล้ว ในอนาคตต่อไปยังอาจจะมีรถยนต์พลังงานไฮโดรเจน, รถยนต์พลังแรงดันอากาศ (ด้วยระบบบีบอัดแรงดันสูงที่ปล่อยอากาศมาขับเคลื่อนรถ เป็นพลังสะอาดที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม), รถยนต์ไฮบริดที่สามารถสลับระบบการใช้พลังงานได้หลายประเภท ออกมาเป็นทางเลือกเพิ่มเติมอีกfutureCar2
  2. วัสดุ เพื่อการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รถยนต์ในยุคหน้าจะมองหาวัสดุใหม่ที่ทนทานขึ้นแต่มีน้ำหนักเบาลง เหล็กทั้งหลายจะถูกแทนที่ด้วย Duraluminum, Fiberglass, Carbon Nano Fiberglass ฯลฯ ในขณะที่กระจกรถ (Windshield) ก็จะเป็นเทคโนโลยีนาโน ซึ่งน้ำ ฝุ่น โคลน ไม่เกาะ และให้ทัศนวิสัยดีเยี่ยม
  3. เทคโนโลยีการควบคุมรถ ขณะนี้มีการศึกษาและทดลองนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาผสานกับโครงสร้างของถนนในรูปแบบใหม่ มันสามารถจัดระบบการจราจร เข้าควบคุมพวงมาลัย เกียร์ คันเร่ง ได้โดยข้อมูลที่ตั้งค่าไว้ ความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีนี้จะส่งผลให้ท้องถนนในวันหน้ามีระบบระเบียบมากขึ้น ผู้คนเดินทางได้เร็วขึ้น ประหยัดพลังงาน แก้ปัญหารถติด ลดอุบัติเหตุ ฯลฯ โดยระบบนี้จะทำงานร่วมกับรถยนต์โรบอท (Robotic car) ที่ไม่พึ่งพาคนขับ (Driverless) ผู้ใช้รถสามารถผ่อนคลายหรือทำกิจกรรมอื่นไปในระหว่างเดินทางได้

 

 

futureCar4

 

 

การครอบครองและค่านิยมที่มีต่อรถ
ข้อเท็จจริงคือ คนใช้รถราว 50% ของโลกอาศัยอยู่ในมหานครที่แออัด ปัญหาการจราจรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ ทำให้การจะมีรถสักคันเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก “เราอยากแค่มีรถใช้ หรือ อยากเป็นเจ้าของรถกันแน่นะ?” ซึ่งนี่เองคือที่มาว่าทำไมแนวคิด “รถยนต์ที่ไม่ต้องขับ” จึงฟังดูน่าอภิรมย์ และทำให้ความรู้สึก “อยากมีรถในครอบครอง” ของผู้คนลดน้อยลงเรื่อยๆ

คำถามที่ตามมาคือ แล้วบริษัทผู้ผลิตรถทั้งหลายจะรับกับกระแสนี้ได้ไหม? ที่เห็นคือ บริษัทรถยนต์หลายแห่งที่มีวิสัยทัศน์ ได้เริ่มคิดค้นและทดลองออกแบบรถยนต์ให้เป็น “มากกว่ารถ” โดยพวกเขาได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทำให้รถคันหนึ่งสามารถนำเสนอ “ประสบการณ์และประโยชน์อื่นๆ” ให้กับผู้ใช้ด้วย อาทิเช่น การเป็นเลขาส่วนตัว ทั้งขับรถให้ จัดตารางงาน เชื่อมต่อไปยังความสะดวกสบายอื่นๆ (ผ่านอินเตอร์เน็ต) ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง ระบบแจ้งจุดจอดรถที่สะดวก สาระบันเทิง ฯลฯ ภายใต้วิถีของการปฏิรูปเมืองและถนนที่จะเข้ามารองรับกับความเปลี่ยนแปลงเชิงเทคโนโลยีและพลังงานทางเลือกใหม่ๆ

การปฏิรูปแนวคิด “ความเป็นรถ” ครั้งใหญ่นี้จำต้องอาศัย “นักออกแบบซอฟท์แวร์” ที่จะเข้ามาเป็นมันสมองของอุตสาหกรรมรถยนต์ต่อไปในอนาคต เพราะผู้ผลิตทุกค่ายต่างจ้องจะนำเสนอสิ่งใหม่ให้ผู้บริโภค “ใช้รถได้มากกว่าที่เคยเป็นมา” ตลอดหนึ่งศตวรรษ

 

และสุดท้ายนี้ หลักการที่เกี่ยวข้องกับวิชา Software Engineering คือ การออกแบบที่ต้องคำนึงถึงอนาคต และความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน ซึ่งคล้ายกับการ ออกแบบซอฟแวร์จากการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดของผู้ใช้งาน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.tcdc.or.th/

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Kanin Intisan
at GlurGeek.Com
นักศึกษา ชั้นปีที่ 4
คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Leave a Reply