บริหารจัดการ Adsense ของ Facebook Page อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

      ทุกท่านเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า Facebook นั้น ได้รายได้จากสิ่งใด ที่ทำให้มีเงินมาบริหารจัดการแลพัฒนาสิ่งต่างๆ ได้มากมายดังเช่นทุกวันนี้  นั่นก็คือ Facebook Adsense เรียกเป็นไทยก็คือ โฆษณาบนเฟสบุค นั่นเอง และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้กิจการบนโลกออนไลน์ของเราเติบโตไปด้วย

  • ลองสังเกตว่าหลายครั้งที่เรา refresh หน้า home ของ Facebook เราจะเห็นโพสในส่วนของ Sponsored หรือ ผู้สนับสนุน Facebook แสดงขึ้นมา ในลูกศรสีแดง ดังรูปข้างล่างนี้

  • โฆษณาบน Facebook ของแต่ละคนจะแสดงไม่เหมือนกัน
  • ปัจจัยที่ทำให้เกิดโฆษณาต่างๆ บน Facebook ของแต่ละผู้ใช้งาน ขึ้นอยู่กับ..
    • การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของผู้โฆษณา
    • ตัวอย่าง กลุ่มเป้าหมาย : iphone 6s ; ในส่วนนี้การแสดงโฆษณาให้ผู้ใช้งานที่สนใจเกี่ยวกับ iphone 6s ในเงื่อนไข เพศ,ช่วงอายุ,สถานที่ ตามที่กำหนด
      • ผลตอบรับที่ดี : เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามที่ต้องการ ในราคาที่พอเหมาะ เมื่อเทียบกับต้นทุน และ กำไรที่ได้มาจากยอดขาย
      • ผลตอบรับที่แย่ : เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ไม่ตรงตามที่ต้องการ หรืออาจจะตรงกับที่ต้องการแต่ไม่ก่อให้เกิดกำไรหรือยอดขาย

                    

หน้าต่างการจัดการกลุ่มเป้าหมายและงบประมาณในระยะเวลา 1 วัน ต่อจำนวนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และรายงานการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมกับโฆษณา

  • ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลตอบรับที่ ดี และ แย่  ของโฆษณา Facebook
    • ความน่าสนใจของ product , content : สินค้าที่กำลังเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจหรือน่าใช้งาน ดึงดูดกลุ่มลูกค้าได้ดี
    • ความน่าเชื่อถือของเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือตัวแทนจำหน่าย : ในส่วนนี้เป็นพื้นฐานของการค้าขายคือความน่าเชื่อถือ(credit)
      •    ในบางครั้งที่สินค้าของร้านที่มี credit ที่ดีกว่ามีราคาแพงกว่า ร้านที่มี credit ที่แย่ ร้านค้าที่มี credit จะมียอดขายที่ดีกว่า
    • ความน่าสนใจของตัวโฆษณา : ทำ post ออกมาดูดีน่าสนใจ ดึงดูดลูกค้า
    • กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม : การตั้งกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ต้นทุนหรืองบประมาณในการโฆษณาถูกลงแล้ว ยังช่วยให้ผลตอบรับที่ออกมาดีขึ้นด้วย

หน้าต่างแสดงภาพรวมของผลลัพธ์การมีส่วนร่วมของโฆษณา

หน้าต่างแสดงการเติบโตของ Page ในช่วง ไตรมาสที่ 1

สุดท้ายสำคัญที่สุดคือการกำหนดรูปแบบการคิดค่าโฆษณา

กำหนดเป็น CPC หรือ CPM แบบไหนดีกว่ากัน?

CPC หรือ Cost Per Click หมายถึงต้นทุนค่าโฆษณาต่อการคลิกโพสต์ที่เราโฆษณาในแต่ละครั้ง

ตัวอย่าง กำหนด ค่าบิท(ประมูล)โฆษณาไว้ไว้ขั้นสูงสุด 2 บาท ต่อการคลิกเข้าชมโฆษณา 1 ครั้ง การคิดค่าโฆษณาจะคิด ตั้งแต่ขั้นต่ำของบิทโฆษณาจนถึง 2 บาท  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลตอบรับของการโฆษณา และการบิทราคาโฆษณาแข่งกับ ผู้อื่นที่เลือกโฆษณาในกลุ่มเป้าหมายเดียวกับเรา

ความเหมาะสม – เหมาะกับโฆษณาที่เป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดในกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอย่างแน่นอน  และมั่นใจว่าทุกยอดคลิก จะมีเปอร์เซนต์สูงที่จะทำยอดขายได้ และเหมาะกับสินค้าที่มีราคาต้นทุนสูง + กำไรสูง หวังผลในการทำยอดขายได้มากเมื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ถูกต้อง

CPM หรือ Cost Per Thousand หมายถึงต้นทุนต่อการมีส่วนร่วมในโฆษณา 1000 ครั้ง

ตัวอย่าง กำหนดบิทโฆษณาไว้สูงสุด 150 บาท ต่อการแสดงโฆษณาแบบ CPM 1 ช่วงเวลา การคิดค่าโฆษณาจะคิด ตั้งแต่ขั้นต่ำของบิทโฆษณาจนถึง 150 บาท  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลตอบรับของโฆษณา และการบิทแข่งกับผู้โฆษณารายอื่น เช่นเดียวกับ CPM

ความเหมาะสม – เหมาะกับโฆษณาที่เป็นสินค้าที่แปลกใหม่หรือต้องการตีตลาด เมื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มาก ทำให้เป็นที่รู้จักในสินค้า  และเหมาะกับการโปรโมท Brand ของเราเองให้เข้าถึงผู้คนบ่อย ทำให้เกิดการจดจำ และสร้างความน่าเชื่อถือของ Brand ได้เป็นอย่างดี

การเลือกรูปแบบการคิดค่าโฆษณา ที่เหมาะสมสำคัญมาก เนื่องจากช่วยประหยัดงบประมาณการโฆษณาได้ค่อนข้างมาก

ตัวอย่างค่าโฆษณา นระยะเวลา 2 ปี ทั้งหมด 751,669.54 บาท ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลจริงจากเพจขายสินค้า เป็นเพื่อนของเจ้าของบทความนี้

โดยยอดเงินค่าโฆษณาทั้งหมดนี้ อาจจะน้อยกว่านี้ได้ ถ้ามีการจัดการบริหารปัจจัยต่างๆที่ทำให้ผลลัพธ์ของโฆษณาให้ดี และเลือกรูปแบบการคิดค่าโฆษณาที่เหมาะสม

 นี้คือส่วนนึงที่สำคัญกับการบริหารจัดการ Adsense ของร้านค้า Online ของท่านบน Facebook หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่ท่านทุกท่านที่เข้ามาอ่าน

 

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Kittinun Pongsukjai
at GlurGeek.Com

Leave a Reply